เมลามีน | srithai superware - Part 2

Archive for the ‘เมลามีน’ Category

โต๊ะอาหาร

การเลือกซื้อโต๊ะทานอาหาร

แต่ละบ้านจะเลือกซื้อไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล แต่ควรให้เหมาะกับการตกแต่งภายในบ้าน และโต๊ะทานอาหารจะต้องไม่ใหญ่จนเกินไป หรือไม่เล็กจนเกินไป ดังนั้น วันนี้ Homebaan จึงนำวิธีการเลือกซื้อโต๊ะอาหารให้ถูกใจ และเหมาะสมกับการใช้งาน มาฝากเพื่อนๆ ดูซิว่าเขามีวิธีเลือกซื้อกันอย่างไรบ้าง

โต๊ะอาหาร  โดยทั่วไปแล้วจะมีขนาดมาตรฐาน ที่เหมาะกับครอบครัวเล็กๆ คือ คู่รักหนุ่มสาวที่แต่่งงานกันใหม่ๆ ยังไม่มีลูก ก็ใช้โต๊ะทานอาหารขนาด 90 x 120 เซนติเมตร ความสูงก็ควรสูง 70 – 80 เซนติเมตร หรือคุณจะใช้โต๊ะขนาด 60 x 90 เซนติเมตร ก็ได้ แต่คุณต้องดูให้รู้สึกว่า สามารถนั่งวางพักแขนบนโต๊ะได้อย่างสบายขณะที่ทานอาหาร

และอีกอย่างหนึ่ง เรื่องวัสดุที่ใช้ในการทำโต๊ะอาหาร ควรเป็นวัสดุที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย แข็งแรง ทนทาน ส่วนวัสดุที่ใช้ทำบนโต๊ะอาหาร หรือที่เขาเรียกกันว่า “ท๊อป” นั้นควรเลือกวัสดุที่ทนร้อน เช่น พวกลามิเนต, กระจก, หรือแกรนิต  ก่อนที่คุณจะซื้อโต๊ะอาหาร คุณควรจะดูพื้นที่จัดวางโต๊ะให้เหมาะสมด้วย คือไม่อึดอัดมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณทานอาหารไม่อร่อย ก็เป็นได้นะ

อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งลืมไม่ได้สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก วัยที่กำลังวิ่ง กำลังซน ต้องระวังให้ดี คุณต้องเลือกซื้อโต๊ะอาหารที่ “ลบมุม” เพื่อกันหัวเจ้าตัวน้อยไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

เมื่อมีโต๊ะอาหาร ก็ต้องมี “เก้าอี้” นั่งทานอาหารด้วย การเลือกซื้อคือ ควรมีความสูงประมาณ 45 เซนติเมตร จากก้นถึงพนักพิงสูงตั้งแต่ 45 – 55 เซนติเมตร แลัวแต่ดีไซน์ของเก้าอี้ และต้องรับน้ำหนักได้ดี เคลื่อนย้ายได้สะดวก

ที่มา : homebaan.blogspot.com

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales

 

โต๊ะเลขานุการ ที่เหมาะสม

วิธีการเลือกโต๊ะเลขานุการที่เหมาะสม

เลขานุการ โต๊ะทำงาน จะถือว่าเป็นชิ้นส่วนตกแต่งยังอยู่ในมุมใดของห้องโดยสารของเราหรือสำนักงานใด ๆ จะใช้สำหรับความต้องการขั้นพื้นฐานของเราเช่นกันใช้เป็นที่จะให้ห้องพักของเราดูสวยงามที่มีลักษณะที่ดีของมัน ตอนนี้วันส่วนใหญ่เมื่อมีคนรอคอยที่จะออกแบบ หน้าแรก ของพวกเขาหรือสำนักงานที่พวกเขาคิดของการมีรูปแบบใหม่ของที่มีคุณภาพที่ดีของ โต๊ะเลขานุการ คำถามหลักที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเลือกโต๊ะเลขานุการเป็นสถานที่สำหรับสิ่งที่คุณต้องการมันสำหรับบ้านหรือสำนักงาน มีหลายวิธีที่จะมองก่อนที่จะเลือกมันมี แต่เราจะ Discus บางสิ่งที่ด้านบนซึ่งมีความจำเป็นที่จะอยู่ในโต๊ะ

สิ่งแรกที่ทำให้เราเลือกโต๊ะเลขานุการคือการตรวจสอบคุณภาพของ เราควรเลือกที่มีคุณภาพที่ดีของโต๊ะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับบ้านหรือสำนักงานของเรา ไม้ จากที่โต๊ะเขียนหนังสือที่จะทำและสีที่ใช้มากกว่าไม้ที่ควรจะเป็นของที่มีคุณภาพสูง โอ๊ค, วอลนัทและมะฮอกกานีที่รู้จักกันดีมีคุณภาพสูงของไม้ที่เราควรจะได้รับบริการของเราทำจากไม้เหล่านี้ สิ่งที่สองที่ควรจะสังเกตเห็นขณะที่การเลือกพวกเขาเป็นที่เราควรซื้อโต๊ะได้ตามพื้นที่ที่เรามีในบ้านหรือสำนักงานของเรา เราควรสังเกตความยาวและความกว้างของพื้นที่ที่เราต้องการที่จะตกแต่งโดยแผนกเลขานุการ

แล้วด้านที่สามตามที่โต๊ะเลขานุการควรจะเลือกคือการที่ส่วนใหญ่เพื่อวัตถุประสงค์อะไรที่เราต้องทำมัน ถ้าเราจำเป็นต้องใช้สำหรับแล็ปท็อปของเราที่เราควรซื้อขนาดเล็กของโต๊ะเขียนหนังสือ, ถ้าเราต้องการสำหรับการจัดวางโทรทัศน์ของเราแล้วเราต้องให้พวกเขามีสี่ส่วน แต่ถ้าเราจำเป็นต้องมีโต๊ะทำงานในที่เราสามารถจัดเก็บไฟล์จำนวนมากเอกสารและ เสื้อผ้าบางเกินไปแล้วเราควรจะซื้อที่มีขนาดใหญ่โต๊ะเลขานุการ ขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ขนาดของโต๊ะทำงานเหล่านี้จะถูกใช้ในสำนักงานที่มีรูปแบบโบราณเพื่อให้สำนักงานที่ดูดีและยังรวมถึงสถานที่ที่ไฟล์ของเราอยู่ในนั้น แต่ที่โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะใช้ในบ้านที่เสื้อผ้าจะอยู่ในมันและมันก็มีสถานที่สำหรับการจัดเก็บโทรทัศน์ของเราในนั้น

ที่มา : th.hicow.com

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales

 

โต๊ะทำงาน

การเลือกซื้อโต๊ะทำงาน

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้่านแสนรักทุกท่าน การเลือกซื้อ โต๊ะ สักตัว นอกจากจะต้องเลือกในเรื่องของรูปแบบ สไตล์ สีสัน และราคา แล้ว เรายังต้องพิจารณาในรายละเอียดอื่นประกอบกันด้วย เช่น พิจาณาเรื่องคุณภาพของ โต๊ะ ชนิดของวัสดุที่นำมาทำโต๊ะ  ซึ่งวัสดุที่ดีมีความทนทานต่อการใช้งาน รวมไปถึงมีรูปแบบที่เหมาะสม จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถใช้โต๊ะตัวนั้น ๆ ได้อย่างคงทนยาวนานมากยิ่งขึ้น ไม่ชำรุดจนต้องซ่อมแซมหรือยกทิ้งในเพียงระยะเวลาไม่นานน่ะนะคะ

การพิจารณา เลือกซื้อ โต๊ะทำงานสัก ตัวหนึ่ง อันดับแรก คงต้องพิจารณาว่าโต๊ะทำงานที่เราจะนำมาใช้นั้น จะใช้ทำงานประเภทใดก่อนค่ะ บางคนเลือกซื้อโต๊ะทำงานเพื่อมาทำงานด้านเอกสาร หรือเลือกมาทำงานด้านการผลิตสื่อวัสดุหนักเบาต่าง ๆ ซึ่งการสามารถระบุการใช้งานหนัก-เบาของโต๊ะได้ จะเป็นตัวช่วยให้คุณสามารถเลือกวัสดุที่ใช้ในการผลิตโต๊ะได้เป็นลำดับต่อไป

ถัดจากการรู้ว่างานที่เราจะทำบนโต๊ะนั้น เป็นงานเช่นไร ก็มาถึงการคุณภาพของวัสดุที่ใช้ในการผลิตน่ะนะคะ โต๊ะส่วนใหญ่นั้นจะผลิตจากไม้ ลามิเนท หรือเหล็ก โต๊ะที่ผลิตจากไม้จะดูดี มั่นคง หรูหราที่สุด ทนทานที่สุด และทนทานที่สุดเช่นกัน แต่วัสดุจำพวกไม้ก็มักจะพบปัญหาการบวมของพื้นผิวเมื่อถูกน้ำ มีร่องรอยจากการขีดข่วน หรือเมื่อถูกความร้อนได้ง่าย และต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้คงสภาพน่าใช้งานอยู่เสมอ ทำให้โต๊ะส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ ผลิตจากวัสดุประเภทอื่นมากขึ้น

ลามิเนท ก็คือพลาสติกสำเร็จรูปที่แปลงให้เป็นแนวไม้ค่ะ วัสดุชนิดนี้ทำได้หลายรูปแบบ จะทำให้ดูเป็นไม้ธรรมดาก็ได้ หรือจะแต่งเติมเป็นสีสันต่าง ๆ ก็ได้ ทั้งยังควบคุมราคาให้อยู่ให้งบประมาณได้ด้วย เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ราคาจะอยู่ในระดับกลางค่ะ คือไม่ถูกเกินและไม่แพงจนเกินไป แต่ถ้าพิจารณาถึงโครงสร้างของโต๊ะแล้ว โต๊ะเหล็กจะมีความทนทานและเหมาะสมมากกว่า

สำหรับเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพโต๊ะที่ดีนั้น ให้ดูจากการผลิตลิ้นชักค่ะ ลิ้นชักคุณภาพสูงจะมีรางเลื่อนที่แข็งแรง โดยใช้เหล็กทำล้อเลื่อน ให้แน่ใจว่าถึงแม้ในลิ้นชักจะใส่ของหนักไว้ ก็ยังสามารถเปิดปิดได้อย่างไม่ติดขัด และควรจะเปิดลิ้นชักออกมาได้สุดน่ะนะคะ เพื่อที่จะได้ใช้พื้นที่ภายในได้อย่างเต็มที่ เราสามารถตรวจสอบคุณภาพของโต๊ะทำงานไม้ได้จากลิ้นชักอีกเช่นกัน โดยโต๊ะที่มีคุณภาพสูงจะประกอบลิ้นชักด้วยสลักลิ้นเชื่อมต่อ แทนที่จะใช้ตัวเย็บหรือกาว และด้านล่างของลิ้นชักควรจะทำด้วยไม้อัดมากกว่าแผ่นพลาสติกเมลานิน

สำหรับโต๊ะลามิเนทนั้น ควรจะดูจากชนิดของลามิเนทค่ะ ถ้าลามิเนทมีความหนาจะยิ่งดี เพราะจะทนต่อรอยด่าง รอยขีดข่วน รอยบวมน้ำ และรอยอื่น ๆ ได้ดีกว่าลามิเนทแบบบาง น่ะนะคะ

สำหรับโต๊ะเหล็ก สิ่งแรกที่บ่งชี้ได้ถึงคุณภาพของโต๊ะก็คือความหนาของแผ่นเหล็กค่ะ โดยประเมินได้จากความรู้สึกถึงความแข็งแรงของการประกอบ และน้ำหนักโดยรวมของโต๊ะ อีกจุดหนึ่งที่ควรสังเกตก็คือลักษณะลิ้นชักเวลาปิด โดยโต๊ะเหล็กที่ประกอบไม่ดี จะมีช่องว่างระหว่างลิ้นชักกับโต๊ะ นอกจากเราจะดูเรื่องวัสดุที่นำมาใช้ทำโต๊ะแล้ว ก็คงต้องดูในเรื่องของการรับประกันการใช้งานของโต๊ะด้วยค่ะ

การรับประกันนั้นสามารถบ่งบอกถึงอายุการใช้งานของโต๊ะได้ โดยทั่วไปโต๊ะทำงานระดับกลางจะมีการรับประกันอยู่ที่ 5 ถึง 15 ปี ในขณะที่โต๊ะคุณภาพสูงจะออกแบบให้คงทนถาวร ใช้ได้ตราบนานเท่านาน

ส่วนที่มักจะถูกใช้งานหรือถูกสัมผัสมากที่สุดคือขอบโต๊ะ โดยเฉพาะตรงมุมและตรงกลางใกล้กับเก้าอี้ คุณอาจจะลองตรวจสอบดูการลอกหลุดหรือบิ่นของขอบโต๊ะก่อน ว่าเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร และที่สำคัญ จะซื้อโต๊ะทำงานสักตัวหนึ่ง อย่าลืมดูมองภาพรวมของโต๊ะทำงานที่ต้องดูมีความแข็งแรงมั่นคงภูมิฐานและการใช้งานที่คุ้มค่าด้วยน่ะนะคะ

ที่มา : baansanruk.blogspot.com

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales

 

ฮวงจุ้ยของ โต๊ะทำงาน

ฮวงจุ้ย ศาสตร์ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ

และยืนยงมากว่าสองพันปี ที่เป็นที่นิยมของเจ้าของบ้านในปัจจุบันอย่างมาก แทบทุกบ้านต้องมีการดูฮวงจุ้ย จนเดี๋ยวนี้ที่ Bareo & Isyss ต้องมีการเรียนรู้เรื่องฮวงจุ้ยเบื้องต้น ไว้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าด้วยค่ะ แต่เนื่องจากศาสตร์แขนงนี้ มีประวัติความเป็นมายาวนาน และมีรายละเอียดมากมาย นู๋นิดหน่อยคงไม่สามารถที่จะนำมาเล่าให้ฟังได้หมด ไม่อย่างนั้น นู๋นิดหน่อยก็คงไปเป็นซินแสคอยดูฮวงจุ้ยดีกว่า วันนึงได้ตั้งหลายตังค์แน่ะค่ะ

สำหรับวันนี้ นู่นิดหน่อย จะเก็บเอา “ฮวงจุ้ยของโต๊ะทำงาน” มาฝากค่ะ แต่คงต้องแบ่งออกเป็นสองเรื่องด้วยกันคือ ฮวงจุ้ยของโต๊ะทำงานที่ทำงาน และ ฮวงจุ้ยของห้องทำงานในบ้านค่ะ เพราะทั้งสองแห่งมีหลักการวางที่แตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ เพราะในที่ทำงาน เราอาจจะเลือกวางโต๊ะทำงานค่อนข้างลำบากนิดหนึ่ง หากเราไม่ใช่เจ้าของแล้วละก็การเลือกจุดวางเป็นไปได้ยากค่ะ ดังนั้นในเรื่องของการจัดวางโต๊ะทำงาน นู๋นิดหน่อยจึงขอเลือกเอามาเฉพาะส่วนที่เราน่าจะจัดการกันเองได้ค่ะ เริ่มต้นกันเลยนะคะ ตามมาได้เลยค่ะ…

     1. ห้ามนั่งหันหลังให้กับประตู ตามหลักฮวงจุ้ยการนั่งหันหลังให้กับประตู เชื่อกันว่าจะทำให้โดนหักหลังได้ค่ะ แต่ตามความเห็นของนิดหน่อย นิดหน่อยว่าคงเหมือนกับเวลาทำงานแล้วมีคนเดินผ่านไปมาด้านหลังจะคอยระแวงและรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ทำให้ไม่มีสมาธิกับการทำงานเท่าทีควรค่ะ ถ้ายังไง ใครที่นั่งหันหลังให้กับประตู ก็ควรจะแก้โดยการหันกลับทิศของโต๊ะทำงานซะให้เรียบร้อย แต่หากไม่สามารถกลับทิศโต๊ะทำงานได้แล้ว ก็ลองใช้วิธีแก้ฮวงจุ้ยโดยการหากระจกเงาบานเล็กๆ มาติดไว้ให้สามารถมองเห็นประตูด้านหลัง ก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่งค่ะ

     2. ด้านหลังของโต๊ะควรเป็นผนังทึบ หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น ตู้เอกสาร เพราะตามหลักฮวงจุ้ยบอกไว้ว่า การนั่งตำแหน่งนี้เสมือนมีภูเขาอยู่ด้านหลัง มีผู้หลักผู้ใหญ่คอยสนับสนุนช่วยเหลือ ซึ่งนิดหน่อยว่า คงคล้ายกับเหตุผลที่ห้ามนั่งหันหลังให้กับประตูค่ะ เพราะเมื่อด้านหลังทึบ ก็จะไม่มีสิ่งกวนสมาธิในการทำงาน ทำให้ผลงานออกมาดีด้วยค่ะ

     3. ควรหลีกเลี่ยงการนั่งหันหน้าเข้าหากำแพง ตรงๆ ตามหลักฮวงจุ้ยว่ากันไว้ว่าเป็นการลดทอนอำนาจ หรือ พลังในการทำงานลง คล้ายกับว่า การหันหน้าเข้าหากำแพงน่าจะทำให้อึดอัด และทำให้คิดงานไม่ออก ไม่เหมือนกับการนั่งทำงานในที่ๆ มีที่ว่างโล่งให้พักสายตา และยิ่งถ้ากำแพงเป็นสีแสบสันด้วยล่ะก็ยิ่งทำให้หน้ามืด ตาลายได้เช่นกันค่ะ หากที่นั่งที่จำเป็นต้องหันเข้าหาผนังล่ะก็ หาภาพวิวสวยๆ มาติดตรงหน้าก็จะช่วยได้ค่ะ หรือจะจัดที่นั่งใหม่ ให้เบี่ยงออกจากผนังนิดๆ ให้เราสามารถมองได้ไกลขึ้นอีกสักหน่อย ก็จะช่วยได้ค่ะ

     4. ด้านขวามือของโต๊ะไม่ควรเป็นทางเดิน ตามหลักฮวงจุ้ยกล่าวไว้ว่าถ้าหากโต๊ะทำงานไหนที่มีทางเดินอยู่ทางขวามือ จะทำให้คนที่นั่งโต๊ะนั้นอยู่ไม่เป็นสุข เพราะเชื่อว่าทางเดินที่อยู่ทางด้านขวาทำให้เรารู้สึกอยากจะเคลื่อนไหว เกิดความไม่แน่นอนและอยากเปลี่ยนงานหรือออกจากงาน นอกจากนี้คนที่มีด้านขวาเป็นทางเดินมักจะมีงานเยอะ ล้นมือ   ในด้านของความเป็นจริงด้านที่เราถนัดเป็นขวา แต่หากลักษณะของการมองหรือเหลือบมอง จะถนัดที่จะมองจากทางด้านซ้ายมือมากกว่ามองทางขวา ทำให้การที่ทางเดินอยู่ทางด้านขวา ทำให้เวลามีคนเดินผ่าน ทำให้เกิดการดึงความสนใจ และเมื่อนั่งนานๆ และผู้นั่งต้องคอยเหลือบมองทางขวาทำให้รู้สึกฝืนและติดขัด ทำให้สมาธิการทำงานน้อยลง และงานไม่เสร็จซึ่งเป็นที่มาของงานไม่เสร็จ ตลอดเวลา..รึเปล่าน้า

     5. ควรจัดวางเอกสารหรือหนังสือไว้ด้านซ้ายมือ เพราะทางฮวงจุ้ยเชื่อว่าด้านซ้ายมือนั้นคือ แหล่งความรู้ และสติปัญญา แต่นิดหน่อยลองสังเกตดู รู้สึกว่าเวลาเราหยิบเอกสาร หรือหนังสือทางซ้ายมือจะถนัดกว่าทางขวามือ อาจเป็นเพราะมือขวาเราจะใช้จับเมาส์ หรือปากกา ดังนั้น หากวางหนังสือหรือเอกสารไว้ด้านขวามือด้วย ดูจะไม่ค่อยถนัดเวลาหยิบ หรือเลือกมาใช้งานค่ะ อ๋อ… แล้วถ้าหาอะไรที่เป็นสีฟ้ามาวางบริเวณนี้ก็จะทำให้รู้สึกถึงความผ่อนคลายด้วยค่ะ 

     6. ควรจัดวางปากกา สมุดบันทึก หรือโทรศัพท์ไว้ทางด้านขวามือ เพราะทางขวามือเป็นด้านที่เชื่อว่า เป็นด้านของการติดต่อสื่อสาร ดังนั้นการวางปากกา สมุดบันทึก หรือ โทรศัพท์ ไว้ด้านนี้จึงเหมาะสม ซึ่งเมื่อมองตามหลักความเป็นจริงประสานู๋นิดหน่อย นิดหน่อยว่าโดยปกติแล้ว เรามักจะใช้ของเหล่านี้กับมือขวา ดังนั้นการจัดวางไว้ด้านขวาและสามารถหยิบใช้งานได้ทันทีก็จะสะดวกมาก ไม่เหมือนกับการวางด้านซ้าย เวลาจะใช้ทีนึง ก็ต้องใช้มือซ้ายหยิบขึ้นมาแล้วส่งต่อให้มือขวาเพื่อใช้งาน หรือใช้มือขวาเอื้อมไปหยิบจากทางด้านซ้าย ทำให้ทำงานไม่สะดวกแน่ๆ เลยค่ะ

     7. ควรเลือกสีของโต๊ะทำงานให้เหมาะกับงานที่เราทำ การเลือกสีของโต๊ะทำงานในแง่ของฮวงจุ้ยก็มีส่วนในการส่งเสริมการทำงานด้วยค่ะ เช่น ถ้าทำงานด้านการเงินควรเลือกโต๊ะที่สีเข้มหรือสีดำ แต่ถ้าทำงานด้านการใช้ความคิดสร้างสรร เราก็ควรใช้โต๊ะที่มีสีสรรเพื่อช่วยเสริมสร้างจินตนาการ ส่วนโต๊ะทำงานสีอ่อนๆ เหมาะกับคนที่เริ่มต้นลงทุนใหม่ ๆ

     8. หลีกเลี่ยงการวางโต๊ะทำงานไว้ตรงกับประตูทางเข้า เพราะเชื่อกันว่าโต๊ะนี้เป็นโต๊ะที่มีแรงปะทะสูงค่ะ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็ควรจะมีลูกแก้วคริสตัลเล็กๆ หรือแจกันดอกไม้เพื่อกระจายแรงปะทะให้ลดลง นอกจากนี้โต๊ะที่วางตำแหน่งนี้ มักจะเหมาะที่จะเป็นโต๊ะของประชาสัมพันธ์ ดังนั้น ผู้ที่นั่งโต๊ะที่ตรงกับประตูต้องหัดยิ้มสวยๆ ค่ะ เพราะถ้ามีอะไรเข้ามาจะได้ยิ้มรับ ที่จะร้ายก็จะกลายเป็นดีได้ค่ะ

     9. ไม่ควรนั่งทำงานแบบหันหน้าชนกัน เชื่อว่าหากตั้งโต๊ะชนกันโดยไม่มีอะไรกั้นจะทำให้ผู้ที่นั่งโต๊ะคู่นี้เป็นอริกัน หรือมีเหตุให้ทะเลาะกันค่ะ ดังนั้นจึงควรมีฉากกั้น หรือ มีต้นไม้มากั้น เพื่อลดแรงปะทะที่จะเกิดขึ้นค่ะ 

     10. ควรจัดวางของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ ข้อนี้สำคัญมากๆ ค่ะ เพราะถ้าจัดวางของบนโต๊ะให้มีระเบียบก็จะส่งผลให้การทำงานรวดเร็วขึ้น และไม่ต้องเสียเวลาหาของ นิดหน่อยเคยเห็นผู้บริหารท่านนึงมีเอกสารเต็มโต๊ะทำงานไปหมดเลย พอจะหาอะไรทีนึง ก็ต้องเรียกเลขาเข้ามาช่วยกันค้นหา ใช้เวลาครั้งนึงไม่ต่ำกว่าสิบถึงสิบห้านาที ถ้าเราจัดการวางของให้เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น นิดหน่อยว่าเราจะประหยัดเวลาในส่วนนี้ได้เยอะเชียวค่ะ ส่วนผู้บริหารที่นิดหน่อยแอบปลื้มเรื่องการจัดโต๊ะทำงานให้มีระเบียบนี้ ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพี่ Isyss ของเราแหละค่ะ บนโต๊ะทำงานจะจัดวางของอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยทุกเย็นก่อนกลับบ้าน เช้าขึ้นมา ก็ทำงานต่อได้เลย เอกสารที่ต้องใช้ ก็มีถาดเอกสารเข้า และถาดเอกสารออกไว้โดยเฉพาะ ไม่ปะปนกัน เข้าไปทีไร นิดหน่อย ก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นเด็กไร้ระเบียบไปทุกทีเลยค่ะ

เอาล่ะคะสำหรับฮวงจุ้ยเกี่ยวกับโต๊ะทำงานเบื้องต้น นู๋นิดหน่อยว่าคนโบราณนี้ ช่างคิดจริงๆ แต่ละอย่างล้วนมีเหตุผลที่สนับสนุน แล้วอย่างนี้ ฮวงจุ้ยจะตกสมัยไปได้อย่างไร มีแต่จะกลายเป็นความรู้ที่เราจะสามารถนำไปใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัยค่ะ

ที่มา : bareo-isyss.com

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales

 

โต๊ะทำงาน ตาม ฮวงจุ้ย

การจัด โต๊ะทำงาน ตามลักษณะฮวงจุ้ย

    1. ขนาดของโต๊ะ
         ควรเลือกขนาดของโต๊ะให้เหมาะกับงานของคุณ หากคุณต้องการใช้พื้นที่ในการวางของ หรือเอกสารจำนวนมาก ก็ควรพิจารณาเลือกโต๊ะที่มีพื้นที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ไม่ควรนำงานหลาย ๆ อย่าง มาตั้งสุมรวมกันที่โต๊ะมากเกินไป เพราะจะทำให้คุณสับสนได้ง่ายๆ แนะนำให้มีชั้นวางของต่างหากจะดีกว่า

     2. ประโยชน์การใช้สอย
         เมื่อเลือกขนาดของโต๊ะแล้ว ก็ควรเลือกโต๊ะให้เหมาะกับประโยชน์การใช้สอยของคุณด้วย เลือกรูปแบบของโต๊ะให้เข้ากับงานของคุณ เช่น ถ้าคุณเป็นวิศวกร ต้องทำงานเกี่ยวกับการเขียนแบบ  ก็ควรเลือกโต๊ะที่ออกแบบมาเพื่อการเขียนแบบโดยเฉพาะ เป็นต้น

     3. จัดระเบียบโต๊ะ
         กองเอกสารต่างๆ ที่วางระเกะระกะอยู่เต็มโต๊ะ บ่งบอกถึงความไร้ระเบียบของเจ้าของโต๊ะ แถมยังทำให้คุณทำงานได้ลำบากขึ้น จะหาอะไรทีก็ยาก เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรก็ไม่ปาน ลองจัดระเบียบให้โต๊ะทำงาน โดยหาอุปกรณ์ช่วยเก็บของ เช่น ถาดใส่เอกสาร กล่องเก็บของกระจุกกระจิก ฯลฯ มาเก็บของให้เป็นที่เป็นทาง คราวนี้ คุณจะทำงานได้รวดเร็วขึ้นทันตาเห็น

     4. บริเวณสำหรับตั้งโต๊ะ
         มุมทำงานที่ดี ควรเป็นมุมที่คุณสามารถมองเห็นประตูทางเข้าได้ชัดเจน หากสุดวิสัยจริงๆ พอแก้ไขได้โดยการนำกระจกเงามาตั้งบริเวณโต๊ะเพื่อให้ส่องเห็นประตูได้ หลีกเลี่ยงการตั้งโต๊ะหันหน้าเข้าหากำแพง หรือฉากกั้นห้อง (พาร์ทีชั่น)  เพราะจะเป็นการลดทอนอำนาจ และพลังในการทำงาน ควรหมุนโต๊ะเพื่อให้กำแพง หรือฉากกั้นอยู่ข้างหลังจะดีกว่า

จัดโต๊ะตาม “ฮวงจุ้ย”

     1. หน้าที่การงาน
         พื้นที่สี่เหลี่ยมตรงหน้าคุณ เป็นธาตุน้ำ สีดำ บอกถึง “สถานะในอาชีพการงาน”ของคุณ หากพื้นผิวโต๊ะเป็นกระจกใส ให้หารูปภาพที่เกี่ยวกับน้ำมาสอดไว้ข้างใต้กระจก แต่ถ้าเป็นพื้นผิวที่ทึบแสง ให้ตัดกระดาษเป็นรูปแปดเหลี่ยมสีดำเล็กๆ ซึ่งเป็นรูปทรงของยันต์ 8 ทิศแปะไว้

     2. สติปัญญา
         ทางด้านซ้ายมือของคุณ คือตัวแทนของ “สติปัญญา” เหมาะอย่างยิ่งที่จะวางหนังสือต่างๆ สิ่งของที่เป็นสีฟ้า รวมทั้งถ้ามีลิ้นชักอยู่บริเวณนี้จะดีที่สุด

     3. ความเจริญรุ่งเรือง
         บริเวณซ้ายมือด้านหลัง จะช่วยส่งเสริมทางด้านความเจริญรุ่งเรือง จึงควรวางอุปกรณ์ เครื่องใช้ที่มีราคาแพงไว้ เช่น คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่มีราคาสูงอื่นๆ รวมไปถึงสิ่งของที่มีนัยด้านความรุ่งเรือง และต้นไม้มงคล เช่น ทองพันชั่ง เงินไหลมา เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณต้องคอยดูแลไม่ให้ต้นไม้เฉาตายด้วย

    4. ครอบครัว
        ซ้ายมือเหนือขึ้นไปอีกนิดเกือบถึงกลางโต๊ะ คือบริเวณของ “ครอบครัว” ซึ่งเป็นธาตุไม้ ควรวางรูปของครอบครัวไว้บริเวณนี้ และถ้าเลือกเป็นกรอบรูปไม้ได้ด้วยจะดีมาก สิ่งของต่างๆ ที่เป็นสีเขียวก็สามารถวางไว้ตรงนี้ได้เช่นกัน

     5. ชื่อเสียงและเกียรติยศ
         พื้นที่ตรงกลางด้านหลัง เป็นธาตุไฟ จะช่วยเสริมส่งด้าน “ชื่อเสียงและเกียรติยศ” ให้วางกล่องนามบัตรสีแดง และใบประกาศนียบัตร ถ้วยเกียรติยศต่างๆ ไว้บริเวณนี้ หรืออาจจะวางต้นไม้หนามแหลม เช่น ต้นกระบองเพชรไว้ด้วยก็ได้

     6. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
         ด้านหลังขวามือของคุณ ช่วยสนับสนุนในเรื่องของ “ความสัมพันธ์” ทั้งความสัมพันธ์ของคุณกับเพื่อน คู่รัก และคนรอบข้างที่ใกล้ชิด ควรจัดให้ที่ตรงนี้ให้เป็นสีชมพู และหาสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก เช่น รูปหัวใจ มาวางไว้ ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณเบ่งบานได้ตลอด

     7. พลังแห่งการสร้างสรรค์ และเด็ก
         ขวามือค่อนไปทางกลางโต๊ะ เป็นธาตุเหล็ก ช่วยเสริมพลังสร้างสรรค์ให้กับคุณ โดยเฉพาะถ้าคุณทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากๆ เช่น ครีเอทีฟ ก็ให้หาสิ่งของน่ารัก ๆ เช่น แก้วกาแฟลายการ์ตูนที่ชอบมาวางไว้ หรือถ้าคุณมีลูกแล้ว ก็ให้เอากรอบรูปโลหะใส่รูปลูกน่ารักๆ มาตั้งไว้จะเหมาะมาก

    8. ความช่วยเหลือ และการเดินทาง
        ทางขวามือ เปรียบเสมือน แรงผลักดันด้านความช่วยเหลือ ลองหากล่องสีเงิน หรือเทา มาวางไว้ หากคุณต้องการความช่วยเหลือจากใคร ก็ให้เขียนชื่อของเขาคนนั้น แล้วหย่อนมันลงไปในกล่อง คราวนี้ จากนั้นรอฟังข่าวดีได้

    9. สุขภาพ
        ตรงกลางของโต๊ะทำงาน จะคอยดูแลคุณในเรื่องสุขภาพ ลองหากระดาษสีเหลืองตัดเป็นรูปวงกลมเล็ก ๆ มาแปะเอาไว้ หากโต๊ะคุณมีพื้นเป็นกระจก ก็ให้หารูปคุณที่ดูสุขภาพดีที่สุดมาสอดเอาไว้ก็ได้
        วิธีต่างๆ ที่กล่าวมา หากคุณไม่สามารถหาอุปกรณ์ที่บอกไปทั้งหมดได้ ก็อาจจะแก้ไขด้วยการนำกระดาษสี ซึ่งเป็นตัวแทนของทิศนั้น ๆ มาแปะไว้สักเล็กน้อยก็ได้ ที่สำคัญคือ อย่าลืมจัดของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ ดูแล้วงามตาอยู่เสมอ

ที่มา : jobpub.com

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales

 

ตะกร้า งานจักสาน

ตะกร้าจักสานไม้ไผ่

ประวัติความเป็นมา บ้านวังประจัน หมู่ที่ 3 ตำบลวังประจันอำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เป็นหมู่บ้านที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อมรอบ อากาศร้อนชื้น พื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยสัตว์ป่าและพันธ์ไม้นานาชนิดเช่นไม้ไผ่ หวาย คลุ้มวิถีชีวิตของคนในชุมชนสมัยโบราณได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตประจำวันโดยผลิตอุปกรณ์ เครื่องใช้ในครัวเรือนและแลกเปลี่ยนกัน เช่นเครื่องมือจับสัตว์น้ำได้แก่ข้องไซ เครื่องมือล่าสัตว์ ได้แก่หลาว ธนู แร้ว เครื่องใช้ในครัวเรือนได้แก่ตะกร้า กระด้ง ตะแกรงและเข่งจะเห็นได้ว่าราษฎรในหมู่บ้านวังประจันได้ใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่ หวาย คลุ้ม ผลิตเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ มากมาย เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ตั้งแต่สมัยโบราณและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

สำหรับแนวคิดซึ่งได้มาในตัวผลิตภัณฑ์ จักสาน/ไม้ไผ่/หวาย/คลุ้มบ้านวังประจัน ในปี 2521 นายสมนึก เอียดด้นภูมิลำเนาเดิมอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ได้ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในหมู่บ้านวังประจัน นายสมนึก เอียดอ้น มีฝีมือด้านการจักสานไม้ไผ่หวายคลุ้มเป็นรูปแบบต่างๆ มีลวดลายสวยงาม ได้ถ่ายทอดวิธีการจักสานให้กับคนในหมู่บ้านที่มีความสนใจในการจักสานบุ้งกี๋และเข่ง ปี พ.ศ. 2536 ราษฎรในหมู่บ้านที่มีฝีมือด้านการจักสาน ได้รวบรวมผู้สนใจตั้งกลุ่มจักสานไม้ไผ่หวาย คลุ้ม ประธานกลุ่มจักสาน คือนางขันคำ กันทะดง ซึ่งพื้นเพเดิมเป็นคนจังหวัดเชียงรายโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอควนโดนในการติดต่อประสานวิทยากรจากอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล มาถ่ายทอดวิธีจักสานฝาชีตะกร้า ที่มีรูปแบบลวดลายต่างๆสวยงาม ให้กับสมาชิกกลุ่ม เพื่อเป็นการเพิ่มพูนทักษะและพัฒนาฝีมือให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

ปี 2539 สำนักงานเกษตรอำเภอควนโดน และUNาDP ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณวัสดุ อุปกรณ์ ส่งผลให้กลุ่มจักสาน ไม้ไผ่ หวาย คลุ้มสามารถพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายสวยงามเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น ปี 2546ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่นระดับสี่ดาว ตามโครงการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ผลิตภัณฑ์จักสานบ้านวังประจันมีรูปแบบหลากหลาย ผลิตภัณฑ์หลักคือตะกร้า ซึ่งเป็นการจักสานผสมผสานระหว่างไม้ไผ่หวาย คลุ้มอย่างประณีต สวยงาม จักสานรูปแบบลวดลายต่างๆ เช่นตะกร้าทรงกลม ทรงเหลี่ยมลายพิกุล ลายไทย ลายขัดประยุกต์

ที่มา : otoptoday.com

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales

 

ไม้ถูพื้น เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำความสะอาดบ้าน

อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำความสะอาดบ้าน

อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำความสะอาดบ้านมีหลายชนิด ซึ่งเราควรพิจารณาเลือกให้เหมาะสมและใช้งานให้พูกต้องตามชนิดของเครื่องมือ ดังนี้

1. เครื่องดูดฝุ่น เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งนิยมใช้กันทั่วไป มีหลายรูปแบบให้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม ดังนี้
     1.1. ประสิทธิภาพใช้งานสามารถใช้ทำความสะอาดได้หลายลักษณะ เช่น ดูดฝุ่น ดูดน้ำ ขัดมุ้งลวด ขัดพื้น เป็นต้น
     1.2. สะดวกและปลอดภัยต่อการใช้งาน
     1.3. มีการรับรองคุณภาพของเครื่อง
     1.4. มีความแข็งแรงทนทาน
     1.5. มีขายทั่วไป สามารถซ่อมแซมได้เมื่อเกิดการชำรุดและหาซื้ออะไหล่ได้ง่าย ราคาไม่แพง

การใช้ ใช้ตามประสิทธิภาพที่ระบุไว้ เช่น ดูดฝุ่น ดูดเศษผงที่พื้น ดูดหยากไย่ ทำความสะอาดมุ้งลวด ดูดฝุ่นพรมปูพื้น และฝุ่นในรถยนต์ เป็นต้น   การเก็บรักษา ควรทำความสะอาดก่อนการจัดเก็บเช็ดฝุ่นและม้วนสายไฟ

2. ไม้กวาด เป็นเครื่องมือสำหรับทำความสะอาดพื้นต่างๆไม้กวาดมีหลายชนิดควาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะของงานดังนี้
     2.1 ไม้กวาดดอกหญ้า ด้ามจับทำด้วยไม้กลม เช่น ไม้ไผ่ ปลายทำด้วยดอกหญ้ามัดติดกับด้าม การเลือก ควรเลือกด้ามจัดที่มีมีมอดกัดกินด้ามไม่เล็กหรือไม่ใหญ่เกินไป จับถนัดมือปลายอกหญ้าหน้าหนาพอสมควร  การใช้ ใช้กวาดพื้น แห้งและเรียบ เช่น พื้นไม้ พื้นซีเมนต์ขัดมัน พื้นหินอ่อน เป็นต้น   การเก็บรักษา เอาเชือกร้อยที่ปลายไม่กวาดให้ปลายดอกหญ้าสูงกว่าพื้นเล็กน้อย การจัดเก็บโดยวิธีนี้นี้จะทำให้ปลายไม้กวาดไม่หักงอ ไม่เสียรูปทรง กวาดได้สะดวก
     2.2 ไม้กวาดทางมะพร้าว ทำด้วยทางมะพร้าว มี 2 ชนิด คือ ชนิดมีปลอกสวมและชนิดมีด้ามจับ ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่กลม   การเลือก ชนิดมีด้ามควรเลือกด้ามตรง จับเหมาะมือ ด้ามไม่มีมอดกัด ทางมะพร้าวไม่บางเกินไป ส่วนชนิดที่มีปลอกสวมควรเลือกมีปลอกสวมแน่นหนา   การใช้ ใช้กวาดพื้นแห้งผิวหยาบ หรือกวาดพื้นที่มีน้ำขัง ใช้กวาดน้ำเมื่อขัง ใช้กวาดน้ำเมื่อล้างพื้นประเภทต่างๆ เช่น พื้นซีเมนต์ พื้นดิน เป็นต้น  การเก็บรักษา เก็บในที่ร่มและที่แห้ง ไม่ควรตากแดด หรือตากฝน โดยการแขวนหรือวางราบกับพื้นหรือวางตั้งกับพื้น หรือวางพิงเอาด้ามลงก็ได้
     2.3 ไม้กวาดเสี้ยนตาล ปลายสำหรับกวาดทำด้วยเสี้ยนตาล ด้ามทำด้วยไม้ไผ่กลมเล็ก ด้ามยาวประมาณ 3 เมตร  การเลือก ควรเลือกที่มีด้ามตรง เสี้ยนตาลมัดติดกับด้ามแน่นหนา  การใช้ ใช้ทำความสะอาดที่สูง เช่น กวาดเพดาน ปัดหยากไย่ เป็นต้น   การเก็บรักษา เก็บในที่ร่มและที่แห่ง ไม่ตากแดด ตากฝน วางตั้งกับพื้นหรือพิงไว้เอาด้ามลง
     2.4 ไม้กวาดไม้ไผ่ ทำจากไม้ไผ่ทั้งด้ามจับและปลายไม้กวาด ปลายไม้กวาดมีลักษณะเป็นซี่หลายซี่ มัดด้วยเชือกหรือหวายแผ่เป็นแผง   การเลือก ควรเลือกที่มีด้ามตรง ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ไม่มีมอดกัด รอยมัดแน่นหนา  การใช้ ใช้กวาดใบไม้ในสนามหญ้า กวาดเศษกระดาษบนพื้น   การเก็บรักษา เก็บในที่ร่มและที่แห้ง ไม่ควรตากแดด หรือตากฝน จัดเก็บโดยการเขวนหรือวางราบกับพื้น หรือวางพิงเอาด้ามลงก็ได้
     2.5 ไม้กวาดขนไก่ เป็นพู่ทำด้วยขนไก่ ยาวประมาณ 25 – 50 เซนติเมตร ด้ามจับมีทั้งที่เป็นหวายและพลาสติก ถ้าด้ามจับทำด้วยหวาย ปลายด้ามจะโค้งงอ ด้ามเป็นด้ามจับพลายติดจะมีร้อยด้วยเชือก   การเลือก ควรเลือกที่ขนติดแน่นกับด้ามและหนาพอสมควร  การใช้ ใช้ปัดฝุ่นในที่ต่างๆเช่น บนโต๊ะ เก้าอี้ ขอบหน้าต่าง เป็นต้น  การเก็บรักษา เก็บในที่แห้ง โดยวิธีแขวนและเคาะฝุ่นก่อนจัดเก็บ
     2.6 ไม้กวาดไนลอน เป็นไม้กวาดสมัยใหม่ ด้ามทำด้วยพลาสติก ส่วนปลายที่ใช้กวาด ทำด้วยเส้นใยไนลอน มีหลายชนิด มีทั้งที่ใช้กวาดพื้นเรียบเช่นเกี่ยวกันกับไม้กวาดดอกหญ้า ชนิดกวาดพื้นหยาบ เช่นเกียวกันกับไม้กวาดก้านมะพร้าวและบางชนิดจะมีพู่ใช้ปัดฝุ่นเช่นเดียวกันกับไม้ปัดขนไก่  การเลือก ควรเลือกที่ด้ามจับเหมาะมือ  การใช้ ใช้ส่วนปลายสำหรับกวาดยึดติดกับด้ามแน่นหนา   การเก็บรักษา จัดเก็บโดยวิธีแขวน เพราะจะทำให้ปลายไม้กวาดไม่เสียรูปทรง

3. แปรงขัด เป็นเครื่องมือทำความสะอาดใช้สำหรับขัดสิ่งสาปรก เพื่อทำความสะอาดบ้านและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆควรพิจารณาเลือกใช้ให้เหมาะสม ดังนี้
     3.1 แปรงลวด ลักษณะขนแปรงสั้นประมาณ 2 เซนติเมตร ทำด้วยเส้นลวด ผนึกติดแน่นบนแผงไม้ลักษณะรี   การเลือก ควรเลือกที่มีลักษณะรี ด้านบนมีสายพาดขวาง เพื่อสอดมือได้กระชับเมื่อต้องการขัด  การใช้ ใช้ขัดพื้นไม้ พื้นซีเมนต์ พื้นหินขัดที่สกปรกมาก โดยใช้น้ำราดพื้นให้เปียกชื้นก่อนทำการขัด   การเก็บรักษา ก่อนการจัดเก็บเพื่อป้องกันสนิม จะต้องตากให้ขนแปรงแห้งและเก็บเข้าที่
     3.2 แปรงพลาสติก ทำด้วยพลาสติก มีทั้งชนิดที่มีด้ามจับและไม่มีด้ามจับทั้ง 2 ชนิด ใช้ประโยชน์ต่างกัน   การเลือก ควรเลือกที่มีขนแปรงเรียบและแน่นหนา จับกระชับมือ   การใช้ ชนิดที่มีด้ามใช้ขัดโถส้วมหรือขัดอื่นๆ ที่มีต้องมากให้รอยเปื้อนสัมผัสมือส่วนชนิดไม่มีด้ามใช้ทำความสะอาดเสื้อผ้า หรืออื่นๆ ที่บริเวณไม่กว้างมาก   การเก็บรักษา ก่อนการจัดเก็บควรผึ่งให้แห้งและเก็บเข้าที่
     3.3 แปรงขนสัตว์หรือแปรงไนลอน ลักษณะขนแปรงสั้นประมาณ 1.5 เซนติเมตร ทำด้วยขนสัตว์ หรือเส้นใยไนลอน ขนาดและลักษณะใกล้เคียงกับขนสัตว์ ผนึกติดแน่นบนแผงไม้   การเลือก ควรเลือกที่ขนแปรงแน่นหนา จับกระชับมือ   การใช้ ใช้ปัดฝุ่นละอองบนกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า หรือใช้ขัดกระเป๋า รองเท้าและอื่นๆ   การเก็บรักษา จัดเก็บในที่แห้ง

4. ฝอยขัด แผ่นขัดล้าง ลักษณะแผ่นขัดล้าง เป็นแผ่นสี่เหลี่ยม ทำด้วยไฟเบอร์หรือฟองน้ำ ขนาดจับเหมาะมือส่วนฝอยขัดมีลักษณะเป็นเส้นฝอยจับกันเป็นก้อน  การเลือก ควรเลือกชนิดที่มีความทนทาน ราคาไม่แพงเกินไป  การใช้ จัดภาชนะและสิ่งสกปรำเฉพาะที่ เช่น ก้นกระทะ ก้นหม้อที่มีคราบดำ หรือล้างภาชนะ เป็นต้น

5. ไม้ถูพื้น ลักษณะมีด้ามยาว ส่วนปลายเป็นเส้นด้าย แผ่นฟองน้ำ หรือเป็นถึงผ้ามีหลายรูปแบบให้เลือกใช้  การเลือก ควรเลือกที่มีความทนทานเลือกใช้ตามความเหมาะสม  การใช้ ใช้ถูพื้นต่างๆ  การรักษา ผึ่งให้แห้ง เก็บโดยวิธีแขวน

6. ถังและกะละมัง มีหลายขนาดให้เลือกใช้ มีทั้งเป็นโลหะ และพลาสติก   การเลือก ควรเลือกที่มีความหนา ถ้าเป็นประเภทมีหู เลือกที่มีหูแน่นหนา ไม่แตกหักง่าย   การใช้ ใช้ใส่น้ำเพื่อซักล้างและทำความสะอาดสิ่งของต่างๆ   การรักษา ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง และจัดเก็บโดยวิธีคว่ำหรือแขวน

7. สารทำความสะอาด ทีมีขายอยู่ทั่วไปมีหลายชนิด หลายยี่ห้อ แต่ละชนิดมีลักษณะและคุณสมบัติในการใช้งานต่างกัน ดังนั้น ก่อนการเลือกใช้ควรศักษารายละอียดของฉลากให้เข้าใจและเลือกใช้ให้เหมาะสม ดังนี้
     7.1 ผงซักฟอก มีทั้งชนิดเป็นผงและชนิดของเหลว  การเลือก ศึกษาฉลากก่อนการเลือกซื้อ เลือกตามความเหมาะสม   การใช้ ใช้งานตามที่ระบุในฉลาก เช่น ใช้ทำความสะอาดเสื้อผ้า ซักล้างทั่วไป เป็นต้น  การเก็บรักษา จัดเก็บในที่แห้ง ปิดฝาให้มิดชิด และพ้นมือเด็ก
     7.2 น้ำยาล้างจาน มีทั้งชนิดที่เป็นของเหลวและเป็นครีม   การเลือก ศึกษาฉลากก่อนการเลือกซื้อ ประสิทธิภาพเหมาะสมกับราคา  การใช้ ใช้ล้างจานหรือภาชนะอื่นๆ  การเก็บรักษา ปิดฝาให้สนิท หยิบใช้สะดวกและพ้นมือเด็ก
     7.3 น้ำยาขัดและผงขัด ทั้งชนิดที่เป็นของเหลวและเป็นผง   การเลือก ศึกษาฉลากก่อนการเลือกซื้อ ประสิทธิภาพเหมาะสมกับราคา  การใช้ ใช้ทำความสะอาดพื้น ขัดภาชนะตามที่ระบุไว้ในฉลาก
การเก็บรักษา ปิดฝาให้สนิท หยิบใช้สะดวกและพ้นมือเด็ก

ที่มา : fws.cc/krooboonsongs

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales

 

ไฟฉาย

ใครคิด ไฟฉาย ให้เราใช้งาน

เมื่อไฟฟ้าดับในยามค่ำคืน ของใช้ที่เรานึกถึงอย่างแรกน่าจะเป็นไฟฉาย แต่กว่าจะมาเป็นไฟฉายแสนสะดวกในทุกวันนี้นั้น นักประดิษฐ์รุ่นคุณปู่ต้องรอส่วนประกอบสำคัญ 2 ชิ้น ได้แก่

แบตเตอรี่และหลอดไฟให้ใช้งานได้ซะก่อน หลักการพื้นฐานของแบตเตอรี่นั้นรู้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1800 แล้ว แต่แบตเตอรี่ที่เหมาะกับอุปกรณ์แบบพกพา (อย่างไฟฉาย) ได้นั้น ต้องรอจนถึงปี ค.ศ.1888 ซึ่ง คาร์ล ไกส์เนอร์ (Carl Geissner) ชาวเยอรมัน คิดค้นเซลล์แห้ง (dry cell) ได้สำเร็จ

ส่วนหลอดไฟนั้นเกิดก่อนแบตเตอรี่แบบเซลล์แห้งเล็กน้อย คือในปี ค.ศ.1879 เมื่อ โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ประดิษฐ์หลอดไฟไส้ใยคาร์บอนได้ (เรื่องหลอดไฟค่อนข้างซับซ้อน เพราะจริงๆ แล้ว มีคนคิดได้หลายคน เช่น โจเซฟ สวอน และฮิแรม แม็กซิม เอาไว้จะแฉให้ฟังทีหลัง)

พอชิ้นส่วนสำคัญเริ่มเข้าที่ยอดนักประดิษฐ์มะกันชื่อ เดวิด ไมเซล (David Misel) ก็จับแบตเตอรี่มาใส่กล่องแล้วติดหลอดไฟ ได้ไฟฉายไว้ใช้กับจักรยาน แต่เนื่องจากหลอดไฟไส้ใยคาร์บอนนั้นขาดง่าย แถมแบตเตอรี่ยุคแรกๆ ก็หนักและเทอะทะ อีกทั้งประสิทธิภาพก็ยังไม่ดีเท่าใดนัก แสงจากไฟฉายก็เลยวูบวาบ ไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ฝรั่งก็เลยเรียกไฟฉายว่า flashlight เพราะ แฟลช (flash) คือ แสงที่สว่างวาบขึ้นมาแป๊บเดียวแล้วก็หายไป (คำเดียวกับแฟลชของกล้องถ่ายรูปนั่นแหละ)

พอถึงปี ค.ศ.1896 ได้มีการพัฒนาแบตเตอรี่แบบดี-เซลล์ (D-cell) ซึ่งมีขนาดเล็กและพกพาสะดวก ทำให้ เดวิด ไมเซล สามารถประดิษฐ์ไฟฉายรูปร่างทรงกระบอกได้เป็นครั้งแรก รูปร่างแบบทรงกระบอกนี้เองที่เป็นต้นแบบของไฟฉายส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

ถัดมาอีกปี ไมเซลก็จับมือกับนักการตลาดมือฉมังชื่อ คอนราด ฮิวเบิร์ต (Conrad Hubert) โดยทั้งคู่ผลิตไฟฉายในนามของบริษัท The American Electrical Novelty and Manufacturing Co. กลเม็ดเด็ดของฮิวเบิรต์ก็คือ มอบไฟฉายทรงกระบอกให้กับบรรดาตำรวจนิวยอร์กไว้ใช้งาน ผลก็คือ ตำรวจนิวยอร์กใช้แล้วติดใจ ถึงกับออกเอกสารให้การรับรองในเดือนมีนาคม ค.ศ.1898 ว่า ไฟฉายนี่แจ๋วจริงๆ ทำให้ไมเซลและฮิวเบิร์ตได้ใจ นำคำรับรองนี้ไปใช้หากิน โดยตีพิมพ์ไว้ในแค็ตตาล็อกสินค้าปีต่อมา และระบุชื่อสินค้าว่า Ever Ready (“พร้อมใช้งานเสมอ”) พร้อมสโลแกนว่า Let There Be Light ดูเหมือนว่า ‘คำรับรอง’ จะมีน้ำหนักไม่เบา เพราะหลังจากที่แค็ตตาล็อกเผยแพร่ออกไป ใครๆ ก็อยากอินเทรนด์มีไฟฉายไว้ใช้งานเหมือนกับคุณตำรวจมั่ง (แสดงว่า ตำรวจนิวยอร์กในยุคนั้นมีต้นทุนทางสังคมสูงเอาการอยู่ บอกอะไรใครๆ ก็เชื่อ…ไม่เหมือนตำรวจแถวๆ นี้…อิ…อิ)

ถึงปี ค.ศ.1906 คลื่นเทคโนโลยีก็โถมใส่อีกครั้ง ตั้งแต่แบตเตอรี่ก้าวหน้าขึ้น สวิตช์แบบใหม่ๆ แต่ที่สำคัญก็คือ ไส้หลอดไฟเปลี่ยนจากเส้นใยคาร์บอนไปเป็นลวดทังสเตน ซึ่งทนกว่า สว่างยาวนานกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทก็เลยถือฤกษ์งามยามดีเปลี่ยนชื่อเป็น The American Ever Ready Company ส่วนชื่อผลิตภัณฑ์ก็เขียนสั้นๆ เหลือแค่ Eveready ซึ่งน่าจะคุ้นตาเราไม่น้อย 

ปัจจุบัน เทคโนโลยีไฟฉายพัฒนาไปไกลแล้ว อย่างหลอดไฟไฮเทคก็ใช้ไดโอดเปล่งแสง (Light-Emitting Diode) หรือ LED แถมยังมีไฟฉายบางรุ่นที่ไม่ง้อแบตเตอรี่ แต่อาศัยตัวเก็บประจุทำเป็นแหล่งเก็บพลังงานแทน และอย่าลืมว่า ถึงแม้หน้าที่หลักของไฟฉายคือ ไว้ใช้ส่องสว่าง แต่หากถึงคราวคับขัน มันก็อาจกลายเป็นอาวุธป้องกันตัวขนาดเหมาะมือได้ด้วยเช่นกัน (ถ้าจำเป็น)!

Deeper Inside ขอแนะนำ พิพิธภัณฑ์ไฟฉาย Flashlight Musem ที่ http://www.flashlightmuseum.com/ และหากสนใจประวัติของไฟฉายลองไปอ่านเรื่อง Flashlight History ที่ http://www.flashlightcenter.com/info/history.htm และเรื่อง Let There Be Light : The History of Flashlight ที่ http://www.t-n.com/Newsletter/Spring04/Spring04flashlight.htm

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales

 

กระเบื้อง

รู้รอบขอบกระเบื้อง
ดวงสมร เจริญกุล

คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่า ในปัจจุบันเรานำกระเบื้องมาใช้ในการตกแต่งบ้านเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกระเบื้องเซรามิก มีให้เลือกมากมายหลายแบบ หลายรูปทรง หลายขนาด หลากสีสันตามแต่ใจนึก หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง เมื่อปูแล้วทำให้บ้านดูสวยงามน่าอยู่ และที่สำคัญคือการดูแลรักษาง่าย มีความแข็งแรง ทนทาน เรามาดูกันดีกว่าว่ากระเบื้องมีกี่ชนิด อะไรบ้าง และแตกต่างกันอย่างไร

กระเบื้องที่ใช้ตกแต่งบ้านมีให้เลือกมากมายหลายประเภท ตามความเหมาะสมในการใช้งาน โดยทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ

กระเบื้องปูผนัง
คือกระเบื้องที่มีความบางและเบา ผิวหน้าของกระเบื้องมันวาวเหมาะกับการใช้ปูผนัง ทำให้ดูสวยงาม และทำความสะอาดง่าย ขนาดของกระเบื้องที่ผลิตมีตั้งแต่ 8×8 ตารางนิ้ว, 8×10 ตารางนิ้ว, 8×12 ตารางนิ้ว ส่วนใหญ่มักนิยมขนาด 8×8 ตารางนิ้ว ส่วนขนาด 8×10 ตารางนิ้ว และ 8×12 ตารางนิ้ว เหมาะกับห้องที่มีขนาดเล็ก ซึ่งช่วยให้ห้องดูกว้างขึ้น ที่สำคัญมักไม่นิยมนำ กระเบื้องปูผนังไปปูพื้น เพราะผลิตมาใช้งานเฉพาะด้าน และความแข็งแรงของกระเบื้องปูผนัง น้อยกว่ากระเบื้องปูพื้น

กระเบื้องปูพื้น
คือกระเบื้องที่มีลักษณะหนากว่ากระเบื้องปูผนังเพื่อให้รับน้ำหนักได้มาก เพราะต้องปูติดกับพื้นบ้าน ผิวหน้าเคลือบด้านเล็กน้อย เพื่อป้องกันการลื่นไถลเวลาเดิน สามารถใช้ทั้งปูพื้นและปูผนังได้ แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ปูพื้นมากกว่า

กระเบื้องโมเสก
คือกระเบื้องที่มีขนาดเล็ก ๆ ประมาณ 1-4 นิ้ว กระเบื้องที่ผ่านการเผาแล้ว นำมาติดบนตาข่ายให้เป็นแผ่น บนพื้นที่ประมาณแผ่นละ 1 ตารางฟุต แต่ก่อนนิยมใช้ ในการปูห้องน้ำและผนังบางส่วน แต่ในปัจจุบันความนิยมเริ่มลดน้อยลง แต่ก็ยังคงมีคนใช้อยู่ เช่นใช้ปูภายนอกอาคารแทนการทาสีที่ตึกฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ตึกสูงในย่านอโศก ข้อดีของกระเบื้องโมเสกคือ อายุการใช้งานนานและสีไม่ซีด ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องทาสีใหม่

กระเบื้องตกแต่งคิ้วหรือบัว
คือกระเบื้องเซรามิกที่มีขนาด 2×8 ตารางนิ้วและ 2×12 ตารางนิ้ว ใช้สำหรับตกแต่งขอบห้องครัว ห้องน้ำ หรือห้องนั่งเล่นเพื่อความสวยงาม แทนที่จะมีกระเบื้องปูผนังหรือปูพื้นเพียงอย่างเดียว ในตอนต่อไปเรามาดูกันนะคะว่าวิธีการเลือกซื้อกระเบื้องควรคำนึงถึงสิ่งใด และปัญหาที่อาจเกิดกับกระเบื้องในบ้าน มีอะไรบ้างและมีวิธีแก้ไขอย่างไร  การเลือกซื้อกระเบื้องให้เหมาะกับการตกแต่งนั้น ส่วนใหญ่แล้วมัณฑนากรจะเป็นผู้เลือก หรือ เจ้าของบ้าน เป็นผู้เลือกเอง ซึ่งก็จะดูลักษณะการใช้งานประกอบกันไป สำหรับบ้านที่ไม่เล็กจนเกินไป ควรใช้กระเบื้องขนาด12×12 ตารางนิ้วสำหรับปูห้องโถง ส่วนห้องน้ำก็เช่นเดียวกัน แต่ก็สามารถเลือกใช้ขนาด 8×8 ตารางนิ้วเพื่อกันลื่น เนื่องจากมีช่องไฟมากกว่าขนาด 12×12 ตารางนิ้ว หรือเลือกกระเบื้องที่มีผิวหน้าสาก ส่วนห้องครัวเป็น ที่ใช้ในการประกอบอาหาร กระเบื้องที่ใช้ ต้องมีความสากของพื้นผิวพอสมควร เพื่อป้องกันการลื่นไถลขณะกำลังประกอบอาหาร

หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยว่ากระเบื้องเคลือบแตกต่างจากกระเบื้องยางอย่างไร กระเบื้องเคลือบมีความสวยงาม คงทน พื้นผิวสามารถทนต่อการกัดกร่อนของกรดและด่าง ดูแลและรักษาความสะอาดง่าย แต่ลื่น เดินแล้วเกิดเสียงดัง ส่วนกระเบื้องยางนั้นเมื่อใช้ไปนาน ๆ เกิดรอยขีดข่วนทำให้ไม่สวย ไม่ทนต่อกรดและด่าง เมื่อเปื้อนแล้วทำความสะอาดยาก ในขณะที่กระเบื้องยางนิ่ม เดินแล้วไม่เกิดเสียงดัง นิยมใช้ปูพื้นในสำนักงาน มากกว่าใช้งานในบ้าน

บางท่านอาจพบปัญหากระเบื้องร่อน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปูกระเบื้องไม่ดี ปูนซีเมนต์ที่ใช้ไม่มีความเหนียวเท่าที่ควร ถ้าหากช่างรับเหมาปูกระเบื้องไม่มีความชำนาญหรือความละเอียดดีแล้ว ปัญหาที่ตามมาของผู้ที่อยู่อาศัยคือ กระเบื้องร่อนออกเป็นแผ่น นอกจากนี้ความชื้นจากใต้ผิวดินก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระเบื้องร่อนออกได้เช่นกัน วิธีแก้ไขคือ ควรเลือกช่างรับเหมาที่มีความชำนาญและเชื่อถือได้มาปูกระเบื้อง ส่วนปูนซีเมนต์ที่ใช้ยากับกระเบื้องนั้น ในปัจจุบันมีกาวซีเมนต์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับติดกระเบื้องโดยเฉพาะ สามารถยึดติดผิวกระเบื้องกับผิวคอนกรีตได้ดี กรณีความชื้นของผิวใต้ดินอาจแก้ไขได้โดยการปูพลาสติกคลุมผิวดินก่อนเทปูนเพื่อไม่ให้น้ำซึมผ่านขึ้นมาแล้วจึงปูกระเบื้อง เท่านี้กระเบื้องของคุณก็จะติดคงทนไม่หลุดง่าย

แต่กระเบื้องเมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจเกิดปัญหากระเบื้องหลุดหรือแตกเป็นชิ้น จะต้องตามช่างมาซ่อม หากเป็นงานเล็ก ๆ เจ้าของบ้านสามารถทำเองได้โดยการสกัดแผ่นที่แตกออกก่อน สำหรับแผ่นที่หลุดร่อน และมีสภาพดีก็สามารถ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยที่คุณภาพยังเหมือนเดิม ให้ทำความสะอาดที่ผิวด้านหลังของกระเบื้อง เพื่อเอาเศษปูนที่ติดอย ออกให้หมด หรือนำไปแช่ในน้ำส้มสายชูสักพักหนึ่ง น้ำส้มสายชูจะช่วยให้ปูนลุ่ย ง่ายต่อการสกัดออก เช็ดให้แห้ง แล้วใช้ตะปูตอกผิวคอนกรีตให้เป็นรูเล็กน้อยเพื่อเพิ่มการยึดเกาะที่ดี ยาด้วยซีเมนต์ขาว หรือกาวซีเมนต์ ที่มีจำหน่ายตามร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เอากาวทาด้านหลังของกระเบื้องให้เต็ม ดูให้พอกับพื้นที่ซ่อม อย่าให้สูงกว่าพื้นเดิมเพราะจะเกิดการสะดุด แล้วใช้เกียงเคาะสี่ด้านให้เสมอกันกับพื้นเดิม นำปูนมายาแนวให้เหมือนเดิม แล้วทิ้งไว้ประมาณ 4 ชั่วโมง

ส่วนการซ่อมกระเบื้องยางก็จะคล้าย ๆ กัน แต่แตกต่างตรงวัสดุที่ใช้ซ่อม เริ่มจากทำความสะอาดกระเบื้องยาง ที่หลุดร่อนและพื้นผิวข้างเคียง ใช้กาวยางทาลงบนแผ่นกระเบื้องยางพอสมควร ทิ้งให้แห้งหมาด แล้วแปะทับลงไปที่เดิม กดทับให้เสมอกัน

ที่มา : material.chula.ac.th

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales

 

 

ซุปเปอร์แวร์ เมลามีน ผลิตภัณฑ์หรู คู่คุณภาพ

ซุปเปอร์แวร์ เมลามีน ผลิตภัณฑ์หรู คู่คุณภาพ

ซุปเปอร์แวร์ ไดเร็คเซล : อีกส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ที่ชาวศรีไทยซุปเปอร์แวร์ภาคภูมิใจ เป็นอย่างยิ่ง นับเวลาได้มากกว่า 40 ปี ที่ผลิตภัณฑ์ ภายใต้เครื่องหมายการค้าตรานก เพนกวิน เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือ ตลอดมา

เริ่มจากแนวคิดอันปราชญ์เปลื่อง ในการนำผลิตภัณฑ์เมลามีนรูปแบบภาชนะประเภทชุดอาหารออกสู่สายตา ประชาชน จนถึงประตูบ้านทำให้ผู้ใช้ได้เลือกสรรความทันสมัยมาประดับครัวเรือนผ่านสมาชิกขายตรง (พิธีกร) ของเรา

ธุรกิจการตลาด เราเป็นหนึ่งเดียวด้วยระบบขายตรงที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ภาชนะเครื่องถ้วยชามที่ทำมา จากเมลามีนลวดลายต่าง ๆ เริ่มจากภาชนะ ช้อน ทัพพี ตะเกียบ จานรองแก้ว ถ้วย ชาม จาน โถข้าว ถาด ปิ่นโต ชุดอาหาร จานโชว์ชนิดต่าง ๆ ฯลฯ เป็นที่นิยมใช้ในกลุ่มประชาชนทุกชนชั้น บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ได้รับโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในครัวเรือน ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม สถานที่ราชการ และรวมไปถึงด้านสายการบินต่าง ๆ ภายใต้มาตรฐานการผลิต ISO 9002

รางวัลแห่งความสำเร็จ
 1. รางวัลผู้ผลิตสินค้าไทยดีเด่นจาก ” สมาคมนิยมไทย”
2. รางวัลผู้ส่งออกสินค้าเมลามีนดีเด่นภาคพื้นยุโรป
3. รางวัลผู้ส่งออกสินค้าเมลามีนดีเด่นภาคพื้นเอเซีย
4. รางวัล PRIME MINISTER’S EXPORT AWARD
5. รางวัล DISCLOSURE Report Award 2003
6. รางวัลผลิตภัณฑ์เมลามีนดีเด่น
7. รางวัลผลิตภัณฑ์มาตรฐานยอดเยี่ยม 

มอก. 524-2527 ได้รับเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรมเมลามีน จากสำนักงานมาตรฐาน อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย

นโยบาย ของบริษัท

บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กำลังมุ่งมั่นพัฒนา ก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง เรามีนโยบายส่งเสริม และให้การสนับสนุนธุรกิจขายตรง ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ๆ ไป โดยขณะนี้ บริษัทฯ เน้นนโยบาย 3 ประการ คือ

นโยบายด้านสินค้า เราจะผลิตสินค้าให้มีรูปแบบและลวดลายใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อม ทั้งระมัดระวังเรื่องคุณภาพสินค้า อย่างเคร่งครัด
นโยบายด้านส่งเสริมการขาย การส่งเสริมการขายถือเป็นหัวใจสำคัญ ของการขายในระบบขายตรง เราจึงเล็งเห็นความสำคัญ จัดกิจกรรมทุกรูปแบบตลอดเวลา เพื่อเอื้ออำนวยให้กับนักขายทุกระดับ
นโยบายด้านการให้บริการ เราจะเน้นการบริการด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสั่งซื้อสินค้า ณ ที่ทำการซุปเปอร์แวร์ทุกแห่ง และการสั่งซื้อทางไปรษณีย์ ให้มีความฉับไว สามารถสนองความต้องการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยความปรารถนาดีจาก
www.srithai-superware.com
www.facebook.com/SrithaiSuperwareDirectsales